ความผิดพลาดไม่มีจริง

freud-web-link

“ความผิดพลาดไม่มีจริง”

เคยกันไหมครับ ที่เรียนมาแล้ว รู้มาแล้วว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำในการเทรดแต่ก็ยังทำลงไปจนได้
เคยไหมครับที่เทรดจนได้กำไรก้อนโต แต่กลับรักษามันไว้ไม่ได้ สุดท้ายกำไรหายไปหมดจนขาดทุน บางคนถึงกับล้างพอร์ท ซึ่งกลยุทธที่ใช้ก็ไม่ได้มีอะไรผิดพลาดหรือผิดแปลก 
แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เรารู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันเกิดจาก “ตัวเราเอง” บางคนอาจจะสงสัย หลายคนตั้งใจว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่มันก็ยังคงเกิด “ความผิดพลาด” แบบนั้นอีก…ครั้งแล้ว…ครั้งเล่า

ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาผู้ให้กำเนิดทฤษฏีจิตวิเคราะห์อันลือลั่นได้กล่าวไว้ว่า บุคลิกภาพของมนุษย์ถูกกำหนดโดยพลังที่เรียกว่า “สัญชาติญาณ” ที่เก็บอยู่ใน “จิตใต้สำนึก” ซึ่งเขาจำแนกสัญชาตญาณของมนุษย์เป็นสองประเภทได้แก่
– สัญชาตญาณเพื่อการดำรงชีวิต (Life Instinct)
– สัญชาตญาณแห่งความตาย (Death Instinct)
สัญชาติญาณ (instincts) ถือเป็น “แรงขับ” (drives) ซึ่งในส่วนของ Dead Instinct หรือความปรารถนาในความตาย (Death Wish หรือ Thanatos) จะถูกแสดงออกในอีกรูปแบบคือการทำลายล้าง ซึ่งความปรารถนาในความตาย (Death Wish) มี 2 ประเภท
– มุ่งไปยังภายนอก จะแสดงออกในรูปแบบ “ความก้าวร้าว”, “รุนแรง” (Anger)
– มุ่งเข้าสู่ภายใน จะแสดงออกในรูปแบบ “พฤติกรรมทำลายตัวเอง” (Self Sabotage)
จึงไม่น่าแปลกใจถ้าจะบอกว่า ตามแนวความคิดของฟอยด์แล้ว ความผิดพลาดต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหาย เช่น การเข้าเทรดในเวลาที่เห็นอยู่ว่าไม่ควรเทรด การที่ได้กำไรมาแล้วไม่สามารถเก็บกำไรนั้นไว้ได้ หรือทำให้พอร์ทพังไปเลย หรือใครจะคิดว่า แม้กระทั่งอุบัติเหตุที่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เช่น “โดนมีดบาดตอนทำกับข้าว” ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดพลาด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่เป็น “ความตั้งใจในระดับจิตใต้สำนึก”


Ed Seykota นักลงทุนในตำนานได้เคยบอกไว้ว่า “ทุก ๆ คนได้สิ่งที่ต้องการจากตลาด” ซึ่ง Ed จริงจังไม่ได้พูดเล่น ๆ ผู้แพ้ทุกคนอาจต้องการแพ้ตั้งแต่แรก
นักลงทุนรายใหญ่รายหนึ่งที่ Ed เคยเจอมาและยังรู้สึกแปลกใจในพฤติกรรมการทำลายพอร์ทตัวเอง คือเมื่อได้กำไรมาจนระดับหนึ่ง ก็จะมีเหตุทำให้กำไรนั้นหายไปจนหมดและกลับไปขาดทุนแทน เหมือนกับว่า เค้าต้องการเข้ามา “เสียเงิน” ในตลาด Ed ถึงกับเสนอให้ตัวเค้าบริหารเงินให้แทนแบบไม่คิดค่าธรรมเนียมเลย แต่นักลงทุนคนนั้นก็ยังปฏิเสธ เพื่อจะได้พังพอร์ทของตัวเองวนลูปต่อไปโดยที่เค้าก็อาจไม่รู้ตัว ถึงฉุกคิดได้แต่ก็อาจไม่ได้รู้สาเหตุที่แท้จริงของมัน
นักลงทุนเข้ามาในตลาดด้วยความต้องการหลากหลาย และมีบางคนต้องการอย่างอื่นที่ไม่ใช่กำไร สำหรับบางคนแล้ว การลงทุนทำให้เขาได้รับความตื่นเต้น, ได้รับความเห็นใจจากคนรอบข้าง, ได้เป็นจุดสนใจ, ได้ระบายอารมณ์ และได้ “ทำลายตัวเอง”

ว่าแต่เคยลองถามตัวเองดูไหมครับว่า เราเข้าตลาดมาด้วยจุดประสงค์อะไร ?

#ครูบ๊อบ

#SigmundFreud #ซิกมันด์ฟรอยด์ #ซิกมุนด์ฟรอยด์
#บิดาแห่งทฤษฏีจิตวิเคราะห์
.
#TradingInANutshell

วอเรน บัฟเฟตต์ ต้นแบบผู้ยิ่งใหญ่และใจบุญ

buffett2.jpg

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ต้นแบบผู้ยิ่งใหญ่และใจบุญ

ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก จนเรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก ทรัพย์สินโดยรวมของบัฟเฟตต์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 อยู่ที่ประมาณ $84,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งทำให้เขาเป็นบุคคลอันดับ 3 ที่รวยที่สุดในโลก นอกจากชื่อเสียงฝีมือในการลงทุน เขายังมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องความใจบุญ แม้ว่าฐานะของเขาจะร่ำรวยมหาศาล แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความเป็นอยู่อย่างประหยัด สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้โลกนี้ไม่มีใครเคยทำมาก่อนคือสัญญาว่าจะบริจาคเงินจำนวน $37,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) ให้กับการกุศล โดยผ่านมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ ซึ่งก่อตั้งโดยเจ้าพ่อไมโครซอฟท์เพื่อนสนิทของเขา และเงินบริจาคมูลค่ามากมายมหาศาลนี้ กลายเป็นยอดบริจาคที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศสหรัฐอเมริกา

ชายผู้เป็นตำนานผู้นี้เริ่มลงทุนด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 7 ขวบโดยการขายหมากฝรั่ง, โค้ก, และนิตยสารรายสัปดาห์ตามบ้าน เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกตอนอายุ 11 ขวบและสามารถสร้างความมั่งคั่งสูงสุดด้วยการลงทุนเพียงอย่างเดียว เขาเคยพูดติดตลกว่า “ถ้าหากคณิตศาสตร์ขั้นสูง เป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จในการลงทุน ผมคงได้เป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ไปทั้งชีวิต”  บางคนอาจยังไม่รํู้ว่าเขาเคยถูกปฏิเสธเมื่อตอนสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Harvard แต่ภายหลังเขาได้รับการเชิดชูในฐานะ “ปราชญ์แห่งโอมาฮา” เป็นต้นแบบของปรัชญาการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งบัฟเฟตต์มีต้นแบบและแรงบันดาลใจจากปรัชญาการลงทุนของ “เบนจามิน เกรแฮม” และ “ฟิลิป ฟิชเชอร์” มาประยุกต์เข้าด้วยกัน

เขาลงทุนโดยใช้หลักการง่าย ๆ และถ้าหากถามเทรดเดอร์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากมายในโลกนี้ เราก็จะได้รับรู้คล้าย ๆ กันคือ กลยุทธการลงทุนที่แต่ละคนใช้ ถึงแม้จะแตกต่างกันในแนวทาง แต่มีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ “ความเรียบง่าย” และทุกคนพูดเหมือนกันว่า การทำให้ระบบลงทุนซับซ้อนนอกจากจะไม่ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นแล้ว ในทางกลับกันยิ่งทำให้เกิดความสับสนในการตัดสินใจ และได้ผลลัพธ์ที่แย่อีกด้วย

buffett.jpg

#ครูบ๊อบ
.
#WarrenBuffett #วอร์เรนบัฟเฟตต์
#หนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
.
#TradingInANutshell
.
(ยืมเนื้อหาบางส่วนมาจากบทความ “เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในการลงทุน จากปรัชญา 3 ข้อของเล่าจื๊อ“)

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในการลงทุน จากปรัชญา 3 ข้อของเล่าจื๊อ

Lao-Tzu-for-web-link

Lao-Tzu

“เล่าจื๊อ”

ปราชญ์ชาวจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดท่านหนึ่ง ปรัชญาคำสอนของท่านผ่านข้ามกาลเวลามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์กาล ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่มันก็เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในการลงทุนด้วยเช่นกัน

ความเรียบง่าย :
วอเรน บัฟเฟต์ นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ตำนานที่ยังมีชีวิตเคยบอกว่า “ถ้าหากคณิตศาสตร์ขั้นสูง เป็นสิ่งจำเป็นต่อความสำเร็จในการลงทุน ผมคงได้เป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ไปทั้งชีวิต ” ตัวบัฟเฟต์เองลงทุนโดยใช้หลักการง่าย ๆ และถ้าหากถามเทรดเดอร์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากมายในโลกนี้ เราก็จะได้รับรู้คล้าย ๆ กันคือ กลยุทธการลงทุนที่แต่ละคนใช้ ถึงแม้จะแตกต่างกันในแนวทาง แต่มีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ “ความเรียบง่าย” และทุกคนพูดเหมือนกันว่า การทำให้ระบบลงทุนซับซ้อนนอกจากจะไม่ช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นแล้ว ระบบที่ซับซ้อนยิ่งทำให้เกิดความสับสนในการตัดสินใจ และได้ผลลัพธ์ที่แย่อีกด้วย

ความอดทน :
คนที่เดินเข้าตลาดมาโดยหวังความร่ำรวยในชั่วข้ามคืน แทบทุกคนต้องผิดหวังกลับไป เพราะความสำเร็จในตลาดทุนไม่ได้ต้องการคนเก่ง แต่คนที่จะยืนเป็นคนสุดท้ายได้คือคนที่มีความอดทนต่อความพ่ายแพ้ และไม่ย่อท้อต่อความผิดพลาด

ความการุญ :
ความเห็นอกเห็นใจดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไร แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด “จิตวิทยาการลงทุน” เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการลงทุนมากที่สุด ตลอดเวลาที่อยู่ในตลาดเราจะต้องเจอกับอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งดีใจในความสำเร็จ ทั้งโศกเศร้าต่อความผิดพลาด ความโลภ ความกลัว อย่างในกรณีหากเกิดการขาดทุน นักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะมีความต้องการได้เงินทุนของตัวเองกลับมาโดยเร็ว หลายคนยอมเสี่ยงมากขึ้น เพิ่มขนาดการถือครองหุ้น เพิ่มจำนวนสัญญา(อนุพันธ์) เพิ่มเงินซื้อหุ้นถัวเฉลี่ย พฤติกรรมนี้เรียกว่า “Try to Break Even” เกิดจาก “อารมณ์” ที่คิดจะ “เอาคืน” ซึ่งในภาวะอารมณ์นี้จะทำให้เราตัดสินใจไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ แต่กลับทำในสิ่งที่ไม่ควรทำแทน เหตุผลความถูกต้องต่าง ๆ ที่เคยรับรู้มาก่อนหน้าจะถูกละเลยไปเหมือนไม่เคยรู้ ดังนั้น “ความการุญ” ที่มีพื้นฐานมาจากความเมตตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยความเมตตาที่มีทั้งต่อ “ตัวเรา” และเมตตาต่อ “ตลาด” ใช้ความผิดพลาดเป็นเครื่องเติมเต็มประสบการณ์และเพิ่มพูนการเรียนรู้ ตัดวงจร “กรรม” ระหว่างเรากับตลาด ด้วยการหยุดวงจรแห่งอารมณ์ เพื่อที่จะสามารถปล่อยวางอารมณ์ที่คิดจะ “เอาคืน” ได้ในที่สุด

อรุณสวัสดิ์วันตลาดเปิดครับ 
.
.
#ครูบ๊อบ
.
.
#LaoTzu #เล่าจื๊อ
.
#TradingInANutshell

สรุป 5 เรื่องน่ารู้ของ “หลุมดำ” in a nutshell

black-hole-cover

การเผยแพร่ภาพถ่ายของ “หลุมดำ” (Black Hole) กำลังเป็นเรื่องที่ฮือฮาเรียกได้ว่าเป็น Talk of the World ไม่เฉพาะบรรดาเนิร์ดและนักวิทย์ที่ซาบซ่าน้ำตาไหล แต่สื่อทุกสื่อทั่วโลกต่างประโคมข่าวกันโดยพร้อมเพรียง เพราะเป็นครั้งแรกของมวลมนุษยชาติ ที่ร่วมลุ้นมายาวนาน จนวันนี้ได้ยลโฉมพร้อมกันทั่วโลก

เรามาทำความรู้จักกับหลุมดำกันอย่างรวดเร็วแบบ in a nutshell กันครับ

FB_IMG_1554941956266.jpg

ศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์มหาวิทยาลัย Havard ได้ติดตั้งเครือข่ายกล้องดูดาววิทยุกระจายไปทั่วโลกในชื่อโครงการ Event Horizon Telescope (EHT) ใช้เทคนิค Interferometry คือการเสริมความแม่นยำของภาพด้วยรวมแสงจากระยะห่างของกล้องแต่ละตัว ทำการรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาล ถึง 5 PetaBytes ซึ่งดำเนินการมายาวนานเกือบ 10 ปี และในส่วนของการประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างภาพถ่ายหลุมดำภาพนี้ใช้เวลาถึง 2 ปีกันเลยทีเดียว และจากการศึกษานี้

black hole

หลุมดำคือ?  เอาง่าย ๆ คือซากของดาวฤกษ์ที่หมดอายุ เกิดการอัดตัวด้วยแรงดึงดูดของตัวเองจนเหลือไซส์จิ๋วมากกก จิ๋วขนาดไหน ก็เล็กกว่านิวเคลียสของอะตอมเดียวละกัน

หลุมดำมีมวลมหาศาล  แม้ว่ามันจะมีขนาดจิ๋วสุด ๆ แต่มันกลับมีมวลอภิมหามหึมา ถึงหนึ่งพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ลองจินตนาการตามดูนะ

ทำไมถึงเรียกว่าหลุมดำ การที่มวลของหลุมดำซุปเปอร์มหาศาลแต่ขนาดเล็กจิ๋วเท่าเม็ดทรายผ่าล้านซีก (อันนี้เปรียบเทียบเฉย ๆ เพราะจริง ๆ มันเล็กกว่านี้เป็นอนันต์จนเรียกว่าจุดไม่มีขนาด) ทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงที่สูงมากกกก สสารทุกชนิดไม่ว่าอะไรก็ตามที่หลุดเข้าไปบริเวณขอบเขตของหลุมดำที่เรียกว่า “ขอบฟ้าเหตุการณ์” (event horizon) จะถูกดูดเข้าไปสู่ใจกลางหลุมดำ (singularity) และจะไม่สามารถกลับออกมาได้ แม้แต่ “แสง” ก็ยังถูกดูดไว้ไม่สามารถโผล่ออกมาได้เช่นกัน ก็มันหายไปแบบไม่กลับ ไม่รู้ด้วยว่าข้างในมันมีอะไร แถมยังไม่รู้อีกด้วย ว่ามันเป็นแค่จินตนาการหรือมีอยู่จริง มันก็เลยได้สมญาว่า หลุมดำ (Black Hole) ด้วยประการฉะนี้ (อย่าไปแปลว่ารูดำ น่าเกลียดเกิน)

วิธีออกจากหลุมดำ จะต้องเร่งความเร็วให้มากกว่าความเร็วแสงถึงจะหลุดออกมาจากขอบฟ้าเหตุการณ์ได้ แต่ในทางทฤษฏีไม่มีวัตถุไหนจะมีความเร็วมากกว่าแสงได้ (ทฤษฏีสัมพัทธภาพ) จึงไม่มีวัตถุใด ๆ ออกมาได้อีกตลอดกาล

แม้ไม่เคยเห็นแต่อยู่ในจินตนาการตลอดมา  แม้กระทั่งแสงยังหลุดออกมาจากหลุมดำไม่ได้ เราจึงไม่สามารถมองเห็นภายในของหลุมดำ แต่มันก็แสดงการมีอยู่จริงโดยการปลดปล่อยรังสีของดาวข้างเคียงที่ถูกดูดเข้าไป ซึ่งถูกจับได้โดยกล้องดูดาววิทยุในโครงการ EHT นี่แหละ การเผยแพร่ภาพของหลุมดำครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันประโยคเด็ดของไอนสไตน์ที่บอกว่า “Imagination is more important than knowledge” หรือ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เพราะก่อนหน้านี้หลุมดำเป็นสิ่งที่อยู่ในจินตนาการซึ่งก็เถียงกันมาตั้งแต่ไอนสไตน์ยังอยู่เป็น ๆ แล้ว ว่าหลุมดำมีจริงหรือไม่ รวมถึงคุณสมบัติที่ฮอว์กิ้งเคยคาดการณ์ไว้เรื่องการแผ่รังสีที่ทำให้มวลของหลุมดำขยายใหญ๋ขึ้นหรือหดเล็กลงได้ก็ได้รับการยืนยันจากการศึกษาในโครงการนี้ด้วยเช่นกัน

ภาพหลุมดำที่หน้าตาเป็นกลุ่มแสงเหมือนวงโดนัทที่ดูไม่เห็นจะมีอะไรตื่นเต้นนี้ จึงเป็นบทสรุปของความก้าวหน้าในการศึกษาที่มีประโยชน์มหาศาลต่อมวลมนุษยชาติ สามารถต่อยอดพลิกโฉมเทคโนโลยีไปได้ต่อไปในอนาคต และเป็นเครื่องยืนยันจินตนาการและคำทำนายของ 2 นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ล่วงลับไปได้เป็นอย่างดี นี่คือสาเหตุที่มันจะต้องเป็น Talk of the World

ต้นแบบ-black-hole-gif.gif

ผมยังแอบคิดว่าตลาดหุ้นจะว่าไปก็เหมือนหลุมดำเหมือนกัน เพราะใครที่โคจรผ่านมาก็จะถูกดูดเงินเข้าไป และถ้าไม่สามารถเร่งประสิทธิภาพของตัวเองให้เร็วเหนือแสงแล้วละก็…จะไม่ได้เห็นเงินกลับมาอีกเลย

#ครูบ๊อบ

#black hole
#หลุมดำ

 

Phishing ภัยออนไลน์ที่คนเล่นหุ้นต้องรู้

d-cover2

ถ้าคุณเคยเห็นข่าวในโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับ

  • คนโดนขโมยเงินในบัญชีธนาคารโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง
  • โดนแฮก Facebook หรือ LINE แล้วสวมรอยไปยืมเงินเพื่อนเราที่อยู่ในลิส
  • ยึดอีเมล์หรือบัญชี Facebook เราไปใช้ดื้อ ๆ แถมเปลี่ยนพาสเวิร์ดให้เราเข้าไม่ได้ เพื่อเรียกค่าไถ่
  • ภาพถ่ายหรือข้อมูลส่วนตัวโดนขโมยไปโพสว่อนเนท

อาชญากรรมทางอินเตอร์เนทเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว และน่าจะทำโดยผู้มีความรู้ แต่จริง ๆ แล้วเราทุกคนแวดล้อมไปด้วยเหล่าโจรอินเตอร์เนทที่สามารถใช้โปรแกรมง่าย ๆ ที่หาดาวโหลดได้ฟรีเพื่อมา hack เรา หรือแม้กระทั่งวิธีการแบบ ขุดบ่อ – วางเหยื่อ เพื่อดักปลา หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Phishing” ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย ๆ พื้น ๆ ละใช้กันมานาน แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่ไม่รู้จักตกเป็นเหยื่ออยู่เรื่อย ๆ

วิธีการง่าย ๆ แต่ยังใช้ได้ผลเสมอของ ฟิชชิ่ง คือส่ง เหยื่อล่อ ที่ทำปลอมขึ้นมา โดยนิยมส่งมาทาง email ซึ่งเนื้อหาอาจเป็นประมาณนี้

  • แจ้งเตือนอัพเดทข้อมูลส่วนตัว (ถ้าไม่ทำก่อนวันนี้ ๆ จะถูกปิดบัญชี)
  • ฝ่ายรักษาความปลอดภัยแจ้งเตือนการบุกรุกพยายามแฮกอีเมล์เรา ขอให้เราเปลี่ยนพาสเวิร์ดด่วน
  • email จากเวปใหญ่ ๆ ที่เราใช้อยู่เช่น Paypal, Amazon, Ebay แถมมมีโลโก้ดูน่าเชื่อถือ ให้กรอกข้อมูลอะไรซักอย่าง (เรื่องที่กุขึ้นมาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ)
  • email จากธนาคาร สถาบันการเงิน แจ้งอัพเดทระบบ ให้เราล๊อกอินเข้าไปอัพเดท

อีเมล์พวกนี้ทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์หลัก ๆ ที่แฮกเกอร์ต้องการคือ

  • ดัก login และ password  : โดยจะสร้างหน้าเวปปลอมให้เหมือนจริง เช่นเวปธนาคาร ก็จะออกแบบขึ้นมาใช้สีและโลโก้ธนาคารนั้น มีช่องให้ใส่ login กับ password ตำแหน่งเดียวกับเวปธนาคารของจริง
  • ติดตั้ง Trojan : อันนี้จะซับซ้อนขึ้นอีกหน่อย คืออาจหลอกให้เราคลิกไปที่เวปที่เตรียมไว้และถ้าเครื่องคอมเราอ่อนแอในด้าน security ก็อาจโดนรันสคริปต์บางตัวที่จะสามารถติดตั้งโปรแกรมเล็ก ๆ ในเครื่องเราได้ทันทีซึ่งก็มักจะเป็นพวกโทรจัน ที่จะแอบฝังตัวในเครื่องเราเงียบ ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยมันมีหน้าที่เป็นไส้ศึก เปิดประตูรับการโจมตีจากแฮกเกอร์ตามที่กำหนดไว้

 

d1

ตัวอย่างฟิชชิ่งอีเมล์(แบบไม่ค่อยเนียน) ซึ่งมาพร้อมคำขู่ว่าจะปิดอีเมล์เรา และต้องการให้คลิกปุ่ม อัพเดทข้อมูล เพื่อพาเราไปยังเวปที่เตรียมไว้ และเพื่อความสมจริงผมก็เสี่ยงตายคลิกให้ดูว่าเมื่อเราไปแล้วจะเป็นยังไงต่อ

d2

เสียดายนิดที่เวปฟิชชิ่งอันนี้เลเวลอ่อนไปนิดเลยไม่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นจาก chrome แต่รับรองได้ว่าใน 1000 ฉบับที่ส่งไปจะต้องมีเครื่องที่ไม่ได้รับการเตือนอย่างนี้ และตกเป็นเหยื่อบ้างอย่างแน่นอน

วิธีสังเกตและป้องกันตัวจากฟิชชิ่ง

ฟิชชิ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรซับซ้อน คือมักจะหลอกเราดื้อ ๆ เลย เช่นปลอมเป็นธนาคาร ปลอมเป็นเฟสบุค แต่ก็มักจะมีจุดให้สังเกตเห็นได้ง่าย เช่น

  • Address ผู้ส่ง ไม่สมเหตุสมผล : เมล์ส่งมาจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยของ hotmail แต่ดันใช้อีเมล์ผู้ส่งเป็นแบบนี้ ก็คืออีเมล์ของผู้ใช้ hotmail ปกติทั่วไป

d3

  • URL แปลก ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเวปที่ส่งมา (แม้บางครั้งอาจลงทุนจดโดเมนให้คล้ายก็ตาม ตรงนี้ต้องสังเกตให้ดี) แค่เอาเมาส์ไปวางเหนือปุ่มก็จะเห็น URL ที่จะส่งให้เราไปหน้าเวปนั้นแล้ว และถ้ามันแปลก ๆ ก็ไม่ต้องไปคลิกให้เกิดความเสี่ยงก็จะดี 555

durl

  • หัวข้ออีเมล์มักจะใช้คำเร่งเร้าหรือข่มขู่ เช่น จะปิดอีเมล์เราถ้าเราไม่ลงทะเบียนยืนยัน, บัญชีเราไม่ปลอดภัยถ้าไม่อัพเดทข้อมูล, เราโดนแฮคต้องรีบล๊อกอินเข้าไปตรวจสอบและเปลี่ยนพาสเวิร์ดด่วน ต่าง ๆ เหล่านี้ สุดท้ายถ้าเราหลงเชื่อคลิกตามในอีเมล์ ก็พาไปหน้า ดักพาสเวิร์ด ที่ทำปลอมไว้รอท่า ส่วนจะแนบเนียนหรือไม่แนบเนียนก็อีกเรื่อง แล้วแต่ทุนทรัพย์และความสามารถของ hacker แล้วทีนี้

จริง ๆ แล้ว Phishing นอกจากจะส่งมาทางอีเมล์ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะสามารถ หว่านเหยื่อล่อไปได้ครั้งละมาก ๆ ก็ยังมีวิธี Phishing แบบล้ำ ๆ กว่านั้นที่อาจนึกไม่ถึงได้อีกเช่น

tenor.gif

  • ทำตู้ ATM ปลอมที่เหมือนจริงมาก ไปตั้งไว้ในแหล่งชุมชน พอคนเสียบบัตรเข้าไปก็อ่านแถบแม่เหล็กเอาไว้ พอคนกดรหัสก็บันทึกรหัสที่ใช้กับบัตรนั้นเอาไว้ แล้วก็ขึ้นข้อความว่า “ขออภัย ระบบขัดข้อง” เอาบัตรคืนไป คนต่อไปเดี๋ยวก็มากดและโดนฟิชชิ่งอีก พอตกเย็นคุณโจรก็มาขนเอาตู้ปลอมนี้กลับไปและได้ข้อมูลบัตรพร้อมรหัสอื้อเลย ไปทำบัตรปลอมตระเวณกดเงินต่อไป วิธีนี้ยังมาไม่ถึงไทย แต่ฝรั่งโดนกันไปเพียบแล้ว

maxresdefault.jpg

  • ติดกล้อง หรือแป้นกดปลอม และ skimmer (เครื่องอ่านข้อมูลบัตรแม่เหล็ก) ไว้ที่ตู้ ATM ก็ตู้จริงที่เรากดกันนั่นแหละครับ แต่แอบติดตัวอ่านบัตรสวมทับชองสอดบัตรจริง พอสอดบัตรเข้าไปข้อมูลบนแถบแม่เหล็กก็จะถูกอ่านและเก็บไว้โดยเครื่องนี้ และพอเรากดรหัสบนแป้น ก็จะถูกดักได้ 2 ทางคือวางแป้นกดปลอมทับแป้นจริง พอกดก็จะกดผ่านแป้นปลอมก่อน ซึ่งรหัสบัตรก็จะถูกบันทึกไว้ที่แป้นปลอม หรือถ้าลูกทุ่งกว่านั้นก็แอบติดกล้องตัวเล็ก ๆ ไว้ด้านบนตู้ (ทำได้เนียนมาก) เพื่อบันทึกมือเราว่ากดรหัสอะไร เสร็จแล้วพอกลางคืนปลอดคน ก็มาแกะ skimmer กับแป้นหรือกล้อง เพื่อนำรหัสที่ได้ไปทำบัตรปลอมตะเวณกดเงินเหมือนอันแรก

download

  • โทรมาหลอกดื้อ ๆ เช่นบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มาสอบถามข้อมูลของคนในบ้าน อาจได้ชื่อ นามสกุล หรือเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ อาจได้เบอร์บัญชี เลขบัตรประชาชน หรือแม้กระทั่งรหัสบัตรไป ซึ่งส่วนใหญ่พวกนี้จะทำเป็นขบวนการโดยก่อนหน้าได้แอบเอาเอกสารของเราไปทำบัตร ATM หรือบัตรเครดิตแล้วส่งไปหาโจรรออยู่แล้ว และต้องการข้อมูลส่วนตัวของเราเพื่อเปิดใช้บัตรนั้น

 

สำหรับพวกเราเหล่านักลงทุนที่ชีวิตต้องพึ่งพาอาศัยคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนทในการส่งคำสั่งซื้อขาย การเบิกถอนเงินจากโบรกเกอร์ การทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคาร จึงจำเป็นที่จะต้องรู้ทันโจรไฮเทคพวกนี้ไว้ด้วยเช่นกันครับ

 

รู้ไว้ไม่เป็นเหยื่อ 3 เหตุผลหลักที่ทำให้คนเสียเงินในวงจรแชร์ลูกโซ่

2019-03-12_21-08-35

รู้ไว้ไม่เป็นเหยื่อ 3 เหตุผลหลักที่ทำให้คนเสียเงินในวงจรแชร์ลูกโซ่

อ่านข่าว FBI บุกจับนาย Konstantin Ignatov ผู้บริหารบริษัท OneCoin Ltd. และแจ้งข้อหา Ruja Ignatov ผู้ก่อตั้ง OneCoin ซึ่งในบ้านเราก็ระบาดหนักอยู่พักใหญ่ ๆ มีคนดังคนใหญ่คนโตประกาศตัวโฆษณาให้มากมาย และก็มีหลายคนสอบถามครูบ๊อบเข้ามาถึงการลงทุนใน One Coin ซึ่งครูบ๊อบก็ได้เตือนไปทุกคนว่านี่คือ แชร์ลูกโซ่ ขอให้ระวังตัวให้ดี ถ้าเป็นไปได้ให้ถอนเงินออกมาให้เร็วที่สุด พอวันนี้ได้อ่านข่าววาระสุดท้ายของ One Coin ก็เลยอยากบอกเล่าเกร็ดเล็ก ๆ วิธีจำแนกด้วยตัวเองเบื้องต้นว่าอะไรเป็น “การลงทุน” และอะไรคือ “กับดัก”

สมัยก่อน แชร์ลูกโซ่ ใช้สินค้าอ้างอิงที่คนนิยมมาเป็น “ตัวอ้าง” ในวงจรเช่น แชร์น้ำมัน ก็บอกว่าเป็นการลงทุนในการซื้อขายน้ำมันซึ่งทำกำไรอย่างงามจ่ายปันผลได้สูงลิบลิ่วทำให้คนแห่กันขนเงินใส่ไปในวงจรมากมาย

สมัยปัจจุบันนี้ แชร์ลูกโซ่ ก็ยังมีขั้นตอนในภาพใหญ่เหมือนเดิม แต่เพิ่มรายละเอียดลงไปให้ดูน่าเชื่อถือเช่น ลงทุนใน FOREX ไม่ต้องเทรดแต่รอรับผลกำไรเดือนละเท่านั้นเท่านี้, สุดยอด EA โรบอทเทรดทำกำไรได้แม้ในเวลาหลับ ลงทุนหน่วยละ xxxx แล้วปล่อยให้โรบอทเทรดไปนอนรอกำไรอย่างเดียว หรือลงทุนใน ICO หรือ IPO (ฟังดูเท่มั๊ยล่ะ) ของบริษัทข้ามชาติ แม้กระทั่งลงทุนใน Crypto Currency ก็ถูกเอามาเป็น “ตัวอ้าง” ของกิจการแชร์ลูกโซ่

ยังไงก็แล้วแต่จุดสังเกตหลัก ๆ ของ แชร์ลูกโซ่ ที่ใช้จุดอ่อนทางจิตวิทยาของเรามาเป็นเหยื่อล่อ ที่จะสังเกตได้ชัดมีดังนี้

“ผลตอบแทนสูง” 
ข้อแรกสุดคงหนีไม่พ้นเรื่องผลตอบแทนที่สูงดึงดูดใจ ซึ่งสร้างความหวังให้กับคนที่ต้องการเพิ่มพูนเงินที่มีอยู่ ในทางจิตวิทยาเมื่อ “อารมณ์อยากได้” มีความเข้มข้นมาก ๆ สมองส่วนที่ประมวลผลเรื่องเหตุผลก็จะลดการทำงานลง ผลก็คือเราจะมองข้ามเรื่องความสมเหตุสมผลไปอย่างง่ายดาย เช่นที่โฆษณาว่านอนหลับได้เงินหมื่น นอนตื่นได้เงินแสน เทรดง่ายสบายจังเลยด้วยโรบอท แค่จ่ายเงินซื้อมาสามสี่พันก็นอนรอรวยเป็นล้านได้…มันใช่ไหมล่ะ

“ได้เงินง่าย” 
ยุคนี้คำว่า “ใช้เงินทำงาน” คงเป็นคำที่ได้เห็นผ่านตากันบ่อยมากแต่มีคนจำนวนน้อยมากเช่นกันที่เข้าใจกระบวนการที่แท้จริง คือการใช้เงินทำงาน ต้องมาพร้อมกันกับการทำงานหนักของเราด้วยเช่นกัน แม้ว่าเราจะสามารถลงทุนเพื่อเพิ่มพูนผลกำไรได้ แต่มันจะต้องมาจากการศึกษาหาความรู้ การวางแผน และการจัดการที่ดี ซึ่งที่พูดมาทั้งหมดแม้เป็นงานที่หนักแต่เป็นการสร้าง “ระบบ” ที่จะใช้เงินเป็นฟันเฟืองผลิตเงินให้เราได้ต่อไปอย่างแท้จริง

“น่าเชื่อถือ” 
ร้อยทั้งร้อยบรรดา แชร์ลูกโซ่ ทุกค่ายจะพยายามแสดงให้เห็นผู้คนที่ได้รับผลตอบแทนมาก่อนหน้านี้ ว่าร่ำรวยแค่ไหน ชีวิตดียังไง บางครั้งอาจใช้คนที่มีชื่อเสียง ดารา มาโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้เรายอมเอาเงินเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงจรแชร์ลูกโซ่ในการสร้างผลตอบแทนให้สมาชิกระดับบนขึ้นไป

ทุกคนต้องการผลกำไรในการลงทุน ต้องการความร่ำรวย แต่ควรมีสติคิดให้ได้ว่า “ผล” ที่เราคาดหวังนั้นมันย่อมมาจาก “เหตุ” ที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน ดังนั้นขอเพียงหมั่นถามตัวเองว่า เราได้สร้าง “เหตุ” อะไรบ้างที่จะทำให้เราเหมาะสมกับความร่ำรวยนั้น และทำมันให้สุดแรงเท่านั้นเอง

ครูบ๊อบ
TradingInANutShell

ลิงค์ข่าว
https://www.ccn.com/fbi-nabs-onecoin-ringleader-at-lax-as-m…
https://www.blognone.com/node/108574

#แชร์ลูกโซ่ #จิตวิทยาการลงทุน #TradingPsychology #ความรู้สำหรับนักลงทุน #MindSet#TFEX #SPOTGOLD #เทรดหุ้น #เทรดทีเฟก #ความรู้ในการเล่นหุ้น